ความสำคัญของบาร์ซ่ากับแผนการตลอดฤดูกาล 2020-21

การเอ็นเตอร์เทนมากที่สุดในเวลานี้ หลังจากการเล่นที่ดุดันและมันส์ตามสไตล์ฟุตบอลที่รู้ๆ กันแล้ว กับความเร็วและการเข้าสกัดที่หนักหน่วง แต่สถานการณ์ในเวลานี้เป็นอะไรแตกต่างกันออกไป เมื่อมีประตูเกิดขึ้นมากกว่าเดิมมากมาย เมื่อเป็นอีกหนึ่งสัปดาห์ที่มีเกมที่จบลงด้วยสกอร์ 3-3 ถึง 2 เกม คือการพบกันของ เชลซี กับ เซาแธมป์ตัน และ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส กับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด

หลังจากผ่านไปแล้ว 5 สัปดาห์ กับการลงเล่นไป 5 เกมของแต่ละทีม โดยบทความนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนเกมระหว่าง ลีดส์ ยูไนเต็ด กับ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอร์เรอร์ส และ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน กับ เบิร์นลี่ย์ ซึ่งในเกมการแข่งขันฤดูกาลนี้มีเกมการแข่งขันที่มีประตูเกิดขึ้นอย่างน้อย 6 ประตู หรือมากกว่านั้นถึง 12 เกมด้วยกัน ในขณะที่ฤดูกาล 2019-20 หลังจากผ่านไปแล้วทีมละ 5 เกม จำนวนประตูในเกมการแข่งขันดังกล่าวเกิดขึ้นเพียง 1 เกมเท่านั้น

กับบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างกันออกไป แน่นอนว่าการแข่งขันโดยไม่มีแฟนบอลเข้าชมเกมในสนาม เนื่องจากแฟนบอลยังไม่ได้รับอนุญาต เมื่อไวรัสโควิด-19 ยังระบาดอยู่ในเวลานี้ แต่ก็เหมือนกับอีกหลายประเทศ แต่เรื่องประตูก็ไม่ได้เกิดขึ้นมากมายเหมือนกับฟุตบอลอังกฤษ มันจึงมีความเป็นไปได้เกี่ยวกับสไตล์การเล่นที่หลายทีมเริ่มเลือกเล่นในแผนการเล่นที่ดันขึ้นสูง เพื่อหวังไล่กดดันคู่แข่ง หลังได้เห็นทีมที่ประสบความสำเร็จอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล ที่ทำได้สำเร็จ ทำให้นักเตะหลายคนมีโอกาสหลุดเข้าไปทำประตู

กับสไตล์การเล่นในแบบเก่าเหมือนกับถูกลดลงไปอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเบิร์นลี่ย์, เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด, ฟูแล่ม, เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน และไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน เป็นกลุ่มทีมที่เล่นบอลในสไตล์เก่าอยู่พอสมควร แต่ปัจจุบันเป็นทีมที่อยู่ในโซนตกชั้น 5 อันดับสุดท้ายในปัจจุบัน ยิ่งทำให้สไตล์การทำทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า และ เจอร์เก้น คล็อปป์ ยิ่งโดดเด่นขึ้นมาอีก เมื่อคุมทีมคว้าแชมป์ได้หลายรายการในช่วงที่ผ่านมา

กับสิ่งที่เกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่งก็คือ การเสียประตูมากมายของหลายทีม เมื่อเป็นตัวสะท้อนถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอย่างง่ายดาย เมื่อแฟนบอลไม่ได้อยู่ในสนาม ไม่ได้สร้างแรงกระตุ้นและแรงกดดันให้กับทีม รวมถึงการใช้ VAR ที่จะตรวจสอบอย่างละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ไหนจะเรื่องแฮนด์บอลในกรอบเขตโทษ เมื่อจะกลายเป็นจุดโทษทันที หากมือกางออกมาและโดนลูกบอล ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มีประตูเกิดขึ้นมากมายในพรีเมียร์ลีก แม้จะยังดูมีประเด็นอีกมากเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีดังกล่าว

Share

คำพูดของ ป็อกบา และ ไรโอล่า ในทำนองจะย้ายออกจากผีแดง

ปอล ป็อกบา และ มิโน่ ไรโอล่า เอเยนต์ของนักเตะออกมากล่าวในทำนองถึงการย้ายออกจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา แม้ปัจจุบันจะยังอยู่ในทีมของโอเล่ กุนนาร์ โซลชา แต่ก็เหลือสัญญาอยู่ในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด จนถึงปี 2021 โดยมีออฟชั่นเพิ่มเติมอีก 12 เดือน ในขณะที่ ยูเวนตุส และ เรอัล มาดริด เป็นทีมที่แสดงความสนใจ โดยบทความนี้จะรวบรวมคำพูดดังกล่าวมา

พฤษภาคม 2018
ป็อกบา ถูกถามว่าจะอยู่กับแมนฯ ยูไนเต็ดต่อไปหรือไม่ ซึ่งดาวเตะชาวฝรั่งเศสตอบว่า “ผมไม่เคยมั่นใจในสิ่งใดเลย แต่ผมจะตอบว่าใช่ ผมไม่ได้มองไปข้างหน้ามากมายอะไร มันขึ้นอยู่กับสโมสรด้วยว่ามันจะเป็นยังไงต่อไป”

สิงหาคม 2018
ป็อกบา กล่าวว่า “มันมีหลายอย่างที่ผมไม่สามารถพูดได้ เพราะผมจะถูกปรับได้ ผมมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แฟนบอล, เพื่อนร่วมทีม และคนที่เชื่อใจผม นักเตะที่พวกเรามี แน่นอนพวกเราเป็นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พวกเราต้องการเป็นทีมระดับท็อปของลีก เห็นได้ชัดว่าพวกเราต้องแสดงมันออกมา พวกเราต้องการคนที่ไว้ใจพวกเรา”

กันยายน 2018
ป็อกบา กล่าวว่า “มีการพูดกันมากมาย แต่มันก็แบบนั้นแหละ ผมยังมีสัญญาอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อนาคตของผมขึ้นอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมยังมีสัญญาอยู่กับทีม ผมเล่นให้กับทีมในเวลานี้ แต่ใครจะไปรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต”

มีนาคม 2019
ป็อกบา กล่าวว่า “อย่างที่ผมเคยพูดมาตลอด เรอัล มาดริดเป็นความฝันสำหรับทุกคน มันเป็นหนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ซีเนดีน ซีดานในฐานะโค้ชด้วย มันเป็นความฝันของทุกคนกับฟุตบอลของเขา ตอนนี้ผมเป็นนักเตะของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พวกเราไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไง ผมยังมีความสุขกับที่นี่”

มิถุนายน 2019
ป็อกบา กล่าวว่า “ผมคิดไปมากมาย ผมมี 3 ปีที่ยอดเยี่ยมในแมนเชสเตอร์ ผมกำลังทำได้ดี พวกเรามีช่วงเวลาที่ดีและแย่เหมือนกับทุกคน หลังจากทุกอย่างที่เกิดขึ้น มันเป็นฤดูกาลที่ดีที่สุดของผม มันอาจจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่ผมจะหาความท้าทายใหม่”

มกราคม 2020
ไรโอล่า กล่าวถึงป็อกบา หลังเออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์ พลาดย้ายมายังแมนฯ ยูไนเต็ด ว่า “ผมจะไม่พาใครไปที่นั่นอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นมาราโดน่า, เปเล่ หรือมัลดินี่ สำหรับป็อกบา เขาปฏิเสธเฟอร์กูสัน เขาบอกให้ผมพาเขาออกมา แต่ตอนนี้ป็อกบามีปัญหาที่แมนเชสเตอร์ มันเป็นสโมสรที่ไม่จริงจังกับโครงสร้างของทีม ปอลต้องการทีมที่ต้องการเขา”

กุมภาพันธ์ 2020
ไรโอล่า กล่าวว่า “ป็อกบารู้สึกเหมือนอยู่กับบ้านที่อิตาลี อิตาลีเป็นบ้านหลังที่สองของเขา เขารู้สึกเหมือนกับซลาตัน อิบราฮิโมวิช มันจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงอยากกลับไปยังยูเวนตุส”

ตุลาคม 2020
ป็อกบา กล่าวว่า “ไม่มีใครมาพูดอะไรกับผมเลย ผมไม่ได้คุยกับเอ็ด วู้ดเวิร์ดเรื่องสัญญาใหม่ ตอนนี้ผมอยู่ที่แมนเชสเตอร์ ผมกำลังมุ่งมั่นในการกลับแสดงผลงานที่ดีที่สุด นักฟุตบอลทุกคนอยากเล่นให้กับเรอัล มาดริด มันเป็นความฝันสำหรับผม ทำไมผมจะไม่อยาก? ผมอยู่แมนเชสเตอร์และผมรักสโมสร ผมเล่นในแมนเชสเตอร์ ผมสนุกและผมต้องการทำทุกอย่าง ทำในสิ่งที่สโมสรควรได้รับ ผมจะทำทุกอย่างให้เต็มที่”

Share

สิ่งที่น่าสนใจหลังจบเกม ลิเวอร์พูล 3-1 อาร์เซน่อล

เกมบิ๊กแมตช์ในพรีเมียร์ลีก สัปดาห์ที่ 3 ของฤดูกาล 2020-21 จบลงด้วยชัยชนะของ ลิเวอร์พูล เหนือ อาร์เซน่อล ด้วยสกอร์ 3-1 เป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ถึงความยอดเยี่ยมของแชมป์เก่า และสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจน เมื่อเดอะ กันเนอร์ส ต้องการกองกลางรายใหม่ที่จะถูกดึงไปร่วมทีม

1. อาร์เซน่อลมีโอกาสทำประตูได้ 3 ครั้ง ส่วนลิเวอร์พูล 24 ครั้ง โดยทีมครองบอล 31.1 เปอร์เซ็นต์ ผ่านบอลสำเร็จ 64 เปอร์เซ็นต์ สร้างโอกาสทำประตูได้ 2 ครั้ง และทีมเป็นฝ่ายเอาชนะไปด้วยสกอร์ 2-1 ที่เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ในเดือนกรกฎาคม แต่การบุกมาเยือนแอนฟิลด์รอบนี้ ทีมมีโอกาสทำประตู 4 ครั้ง แชมป์เก่ามีโอกาส 21 ครั้ง โดยทีมครองบอล 33.1 เปอร์เซ็นต์ ผ่านบอลสำเร็จ 76 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็แพ้ไปด้วยสกอร์ 3-1

2. กับความพ่ายแพ้ของมิเกล อาร์เตต้า ถือว่าไม่ได้เป็นเรื่องที่ต้องถูกประณามแต่อย่างใด เมื่อมองถึงความยอดเยี่ยมของลิเวอร์พูล และสถิติการเล่นในบ้านในพรีเมียร์ลีกที่ทำได้อย่างโดดเด่น เมื่อ 40 เกมหลังสุดที่เล่นในแอนฟิลด์ ชนะได้ถึง 37 เกม และเสมอ 3 เกม และปัจจุบันได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดในโลก

3. เจอร์เก้น คล็อปป์ สร้างทีมเหมือนกับสัตว์ประหลาดในเกมนี้ ทั้งการไล่เพรสซิ่งและการเล่นเกมรุกที่ทำได้อย่างโดดเด่น แม้อเล็กซานเดร ลากาแซ็ตต์จะมีโอกาสทำประตูอยู่ 2 ครั้ง แต่ก็ไม่สามารถยิงผ่านมือของอลีสซง เบ็คเกอร์ไปได้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ทิศทางของเกมยังไม่เข้าทางทีมเยือน บ่งบอกได้ถึงการเป็นระดับโลกของนักเตะหลายคนในทีม

4. ตำแหน่งกองกลางคือขุมกำลังที่สำคัญของทั้งสองทีมในเกมนี้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการวิ่งไล่เพรสซิ่งเหมือนกัน รวมถึงถ่ายบอลไปสู่กองหน้า หรือการประสานงานร่วมกับแผงหลัง ซึ่งยังเป็นสิ่งที่ลิเวอร์พูลทำได้อย่างยอดเยี่ยม และกองกลางของทีมทุกคนก็มีโอกาสทำประตูทั้งหมด รวมถึงพละกำลังในการวิ่งไล่เพรสซิ่ง เมื่อแชมป์เก่าทำได้อย่างยอดเยี่ยมตั้งแต่นาทีแรกจนถึงนาทีสุดท้ายของเกม ซึ่งแตกต่างกับทีมของอาร์เตต้าที่ช่วงหลังเริ่มหมดแรง แม้ทีมจะยังมีทีเด็ดในช่วงที่ดานี่ เซบายอส ถูกส่งลงสนาม

5. ฟาบินโญ่ และ ซาดิโอ มาเน่ ยังเป็นสองนักเตะที่ทำผลงานออกมาได้อย่างโดดเด่น และแทบจะสมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะกองกลางชาวบราซิลที่สามารถดักทาง เล่นเกมรับ และผ่านบอลไปมาให้ไหลลื่น ในขณะที่มาเน่ยังเป็นตัวความหวังในการทำประตูและยังมีจังหวะที่เลี้ยงบอลและครองบอลได้อย่างน่าประทับใจ

Share

สิ่งที่น่าสนใจระหว่าง เชลซี และ ลิเวอร์พูล

เกมใหญ่ของฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2020-21 มาถึงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นเพียงเกมที่ 2 ของฤดูกาลเท่านั้น โดยเป็น เชลซี ทีมที่จบในอันดับที่ 4 ของตารางคะแนนฤดูกาลที่แล้ว และทุ่มเงินไปมากกว่า 200 ล้านปอนด์ ในการยกระดับการเล่น โดยจะได้เปิดสแตมฟอร์ด บริดจ์ เพื่อรับการมาเยือนของ ลิเวอร์พูล แชมป์ในฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งเป็นการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดในรอบ 30 ปี และบทความนี้จะมองถึงความน่าสนใจในเกมนี้

ไค ฮาเวิร์ตซ์ และ ติโม แวร์เนอร์
ฮาเวิร์ตซ์ และแวร์เนอร์ เป็นสองนักเตะที่เชลซีทุ่มเงินรวมกันถึง 120 ล้านปอนด์ เพื่อเพิ่มศักยภาพในเกมรุก เพื่อหวังที่จะทำลายเกมรับของแชมป์เก่าเมื่อฤดูกาลที่แล้ว หลังได้เห็นมาแล้วในเกมแรกที่พบกับลีดส์ ยูไนเต็ด ซึ่งทั้งสองทีมต่างเก็บ 3 คะแนนในเกมแรกได้เหมือนกัน เกมนี้น่าจะเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างขวัญกำลังใจในช่วงต้นฤดูกาลต่อไป และแน่นอนว่า ทั้งคู่ก็มีโอกาสที่จะต้องเผชิญหน้ากับแอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน และเทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ สองฟูลแบ็คที่ได้รับการยกย่องในระดับโลกเหมือนกัน

นาบี้ เกอิต้า
เกอิต้ายังคงเป็นตัวความหวังในการสร้างผลงานให้กับลิเวอร์พูล เมื่อต้องเจอกับอาการบาดเจ็บรบกวนมาแทบจะตลอด และแฟนบอลแทบจะไม่ได้เห็นผลงานที่โดดเด่นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่เชลซียังมีช่องว่างให้เห็นในแนวรับ เมื่อเห็นจากเกมแรกที่ทีมของแฟร้งค์ แลมพาร์ด บุกไปเอาชนะไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน ได้ 3-1

การเปิดเกมแลกของทั้งสองทีม
แน่นอนว่าในช่วง 10 นาทีแรกของเกมการแข่งขัน และหากทีมไหนทำประตูได้ อาจจะกลายเป็นความได้เปรียบ เมื่อทั้งสองทีมเป็นทีมที่เล่นเกมรุกเหมือนกัน และกองหลังของทั้งสองทีมยังมีความผิดพลาดให้เห็น และเมื่อเจอกับเกมรุกที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงของทั้งสองทีม น่าจะมีโอกาสสูงที่จะเกิดประตูมากมายในเกมนี้

เชลซีอาจจะเลือกใช้แผงหลัง 3 คนอีกครั้ง
แลมพาร์ดเลือกใช้แผน 3-4-2-1 เมื่อเคยใช้มาแล้วในการบุกไปเยือนแอนฟิลด์ แม้ว่าเกมจะจบลงด้วยสกอร์ 5-3 และเป็นลิเวอร์พูลที่คว้าชัยชนะ แต่ก็เป็นเหมือนกับการเปิดแผลเกมรับของเจอร์เก้น คล็อปป์ ออกมาให้ได้เห็น ในขณะรูปเกมดังกล่าวก็ยังออกมาสูสี

โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ และมาร์กอส อลอนโซ่
ซาล่าห์ ซัดแฮตทริคในเกมที่พบกับลีดส์ ยูไนเต็ด ในเกมแรกของฤดูกาลมาได้ แต่เกมนี้มีโอกาสที่จะได้เจอกับอลอนโซ่ ที่มีปัญหาเรื่องเกมรับอย่างชัดเจน หลังเบน ชิลเวลล์ แบ็คค่าตัวแพงของสิงห์บลูยังลงสนามไม่ได้ เนื่องจากบาดเจ็บอยู่ น่าจะเป็นอีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจสำหรับเกมนี้ และอาจจะเป็นตัวชี้ชะตาผลของเกมการแข่งขันเลยก็ได้

Share

คุ้มค่าหรือไม่ ! ผู้จัดการทีมที่เซ็นสัญญานักเตะไปร่วมทีมด้วยค่าตัวสูงที่สุด

บทความนี้ยังเป็นเรื่องของตลาดซื้อขายนักเตะ เมื่อจะมองไปถึงผู้จัดการทีมชื่อดังและน่าสนใจ สำหรับการทุ่มเงินซื้อด้วยเงินสูงที่สุดของตัวเองในช่วงที่ผ่านมา และหลายคนก็อาจจะเห็นผลอย่างชัดเจน แม้จะยังมีบางรายที่น่าผิดหวัง

มิเกล อาร์เตต้า – กาเบรียล มากัลเญส
กับนักเตะที่มีค่าตัวสูงที่สุดสำหรับอาร์เตต้า ปัจจุบันเป็น กาเบรียล มากัลเญส ที่ถูกดึงตัวจากลีลล์ มายังเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ด้วยค่าตัว 23 ล้านปอนด์ แต่ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่จะทำสถิติใหม่ในซัมเมอร์นี้ เมื่อนายใหญ่ชาวสเปนกำลังพยายามในการคว้าตัวโธมัส ปาร์เตย์ และฮุสเซม อาอูอาร์ ไปร่วมทีม โดยถูกประเมินค่าตัวไม่ต่ำกว่า 40 ล้านปอนด์

แฟร้งค์ แลมพาร์ด – ไค ฮาเวิร์ตซ์
เชลซีทุ่มเงินไปราวๆ 70 ล้านปอนด์ เพื่อคว้าตัวฮาเวิร์ตซ์ จากไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ไปร่วมทีมในซัมเมอร์นี้ และกลายเป็นหนึ่งในความกดดันที่มีต่อตัวตำนานกองกลางของทีมแน่ เมื่อใช้เงินไปแล้วมากกว่า 200 ล้านปอนด์

คาร์โล อันเชล็อตติ – แกเร็ธ เบล
อันเชล็อตติ ทำสถิติในช่วงที่คุมเรอัล มาดริด เมื่อทุ่มเงินไป 85 ล้านปอนด์ ในการดึงตัวเบล จากท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส ไปร่วมทีมในปี 2013 และนักเตะกลายเป็นกำลังสำคัญของทีมในเมืองหลวงของสเปน แต่ปัจจุบันกลับตรงข้าม เมื่อซีเนดีน ซีดาน พยายามที่จะปล่อยตัวนักเตะออกจากทีมในซัมเมอร์นี้

เบรนแดน ร็อดเจอร์ส – ยูริ เทเลมองส์
เงิน 40 ล้านปอนด์ ที่เลสเตอร์ ซิตี้ จ่ายให้กับโมนาโก สำหรับการคว้าตัวกองกลางชาวเบลเยี่ยมไปร่วมทีม นักเตะตอบแทนด้วยฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยม แม้จะเสียดายที่ไม่สามารถพาทีมกลับไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในฤดูกาล 2020-21 ได้

เจอร์เก้น คล็อปป์ – เวอร์จิล ฟาน ไดค์
หนึ่งในกองหลังที่ได้รับการยกย่องให้เป็นระดับโลก หลังย้ายจากเซาแธมป์ตันมายังแอนฟิลด์ด้วยค่าตัว 75 ล้านปอนด์ ยกระดับการเล่นในเกมรับให้กับทีมได้อย่างชัดเจน ช่วยทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และพรีเมียร์ลีกไปได้สำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า – โรดรี้
62.8 ล้านปอนด์ คือเงินที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยอมจ่ายให้กับแอตเลติโก มาดริด เพื่อเข้ามาเป็นตัวตายตัวแทนของแฟร์นานดินโญ่ และกองกลางชาวสเปนก็ตอบแทนด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมและคงเส้นคงวา แม้ทีมจะประสบความสำเร็จเพียงลีก คัพ ในฤดูกาลที่ผ่านมาเท่านั้น

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา – แฮร์รี่ แม็กไกวร์
แม็กไกวร์ ทำสถิติค่าตัวกองหลังสูงที่สุดของโลกไปได้สำเร็จ ด้วยเงิน 85 ล้านปอนด์ เมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว แม้เกมรับของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังมีสิ่งที่ปราการหลังชาวอังกฤษยังต้องแก้ไขและพิสูจน์ตัวเอง

โชเซ่ มูรินโญ่ – ปอล ป็อกบา
หนึ่งในนักเตะที่เคยมีค่าตัวสูงที่สุดในโลก หลังแมนฯ ยูไนเต็ดยอมจ่าย 89 ล้านปอนด์ เพื่อดึงป็อกบา กลับมาจากยูเวนตุส กับพรสวรรค์ในการเล่นของนักเตะไม่เคยมีใครสงสัย กับดีกรีแชมป์ฟุตบอลโลก และดูเหมือนกองกลางชาวฝรั่งเศสจะกลับมาโชว์ฟอร์มให้กับทีมได้เข้าที่เข้าทางอีกครั้ง และน่าจะเป็นฤดูกาล 2020-21 ที่น่าตื่นตาตื่นใจเหมือนกัน

Share

มิเกล อาร์เตต้า มีสิ่งที่ทำให้นักเตะยอมมุ่งมั่นให้กับทีม

กับสิ่งที่ผู้จัดการทีมทุกคนปรารถนาที่จะมีในตัว ซึ่งมีไม่กี่คนที่ทำได้ในปัจจุบัน เมื่อจะสามารถทำให้ทีมประสบความสำเร็จ ซึ่งบางครั้งก็อาจจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่มันกลับไม่สามารถวัดออกมาเป็นตัวเลขได้ มีเพียงทัศนคติและการพูด รวมถึงการกระทำเท่านั้นที่สามารถแสดงออกมา

มิเกล อาร์เตต้า ไม่ว่าจะเป็นลักษณะนิสัย การให้สัมภาษณ์ คำพูด หรือการใช้มันสมองในการฝึกซ้อมของลูกทีม กับความถ่อมตัวที่มีมาตลอดตั้งแต่สมัยเป็นนักเตะ กับสิ่งต่างๆ ที่ได้รับคำชื่นชมจากอดีตเพื่อนร่วมทีม และแฟนบอลของต้นสังกัดที่เคยค้าแข้ง กับความเป็นมืออาชีพ คือสิ่งที่เขาทำมันมาตลอด และก็ส่งผลออกมาในเวลานี้

แน่นอนว่า กับคำพูดที่ว่า นักเตะของเขาทุกคนในฤดูกาลใหม่จะเริ่มต้นจากศูนย์ เป็นอีกหนึ่งครั้งที่แสดงออกมาให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในตัวนักเตะ และยังสร้างขวัญกำลังใจให้กับทีม รวมถึงแรงกระตุ้นให้กับนักเตะบางราย แม้ช่วงที่ผ่านมา จะไม่ค่อยได้รับโอกาส และไม่ได้เป็นคนสำคัญของทีม

กับความพยายามและความทุ่มเทของนักเตะในทีม เหมือนกับเกมที่เผชิญหน้ากับ ลิเวอร์พูล แชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019-20 ในคอมมิวนิตี้ ชิลด์ ซึ่ง ปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมยอง เป็นคนทำประตูขึ้นนำให้กับทีม ก่อนที่จะถูก ทาคุมิ มินามิโนะ ตีเสมอ ทำให้เกมจบลงด้วยสกอร์ 1-1 แต่ก็เป็นเดอะ กันเนอร์ส ที่คว้าชัยชนะในการดวลจุดโทษไปด้วยสกอร์ 5-4 ทำให้ทีมคว้าแชมป์ไปได้สำเร็จ

กับความมุ่งมั่น และความตั้งใจในการเล่นของนักเตะในกรุงลอนดอนแสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัดในเกมนี้ โดยเฉพาะกับฟอร์มการเล่นของเอคตอร์ เบเยริน, เอมิเลียโน่ มาร์ตีเนซ, โอบาเมยอง และร็อบ โฮลดิ้ง ที่ทำออกมาได้อย่างน่าประทับใจ จนทีมสามารถเอาชนะทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ และสร้างความมั่นใจให้กับทีมก่อนฤดูกาล 2020-21 จะเริ่มต้น

โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ นักเตะที่ถือลืมของอาร์เซน่อล เดินทางกลับมาสู่ทีม หลังจากถูกปล่อยออกไปให้เบซิคตัสยืมตัว และเอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส ที่เป็นข่าวกับการย้ายออกจากทีม แต่ทั้งคู่ก็ได้รับโอกาสลงสนามให้กับทีมในเกมนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันคำพูดของนายใหญ่ชาวสเปนได้อย่างชัดเจนว่า ทุกคนจะเริ่มต้นจากศูนย์เหมือนกันทั้งหมด ซึ่งสร้างทัศนคติที่ดีในการเล่นให้กับทีมได้อย่างชัดเจน

แต่อย่างไรก็ตาม อาร์เตต้ายังมีงานที่ต้องทำ สำหรับการปล่อยนักเตะส่วนเกินที่ไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมออกไป เพื่อนำเงินไปใช้เสริมทัพนักเตะ และยกระดับการเล่นขึ้นมาอีก ซึ่งอาจจะเป็นนักเตะที่ไม่ได้มีรายชื่อลงสนามในเกมคอมมิวนิตี้ ชิลด์ 

Share

5 นักเตะที่ถูกปล่อยออกจากทีม แต่ต้องซื้อกลับมาด้วยราคาแสนแพง

บทความนี้จะเป็นเรื่องการย้ายทีมของนักเตะที่ย้ายออกจากทีมไป ไม่ว่าจะเป็นความตั้งใจของนักเตะเอง หรือการตัดสินใจของสโมสร ก่อนที่สุดท้ายแล้ว ทีมต้องเซ็นสัญญานักเตะกลับมาร่วมทีมอีกครั้ง เมื่อนักเตะทำผลงานออกมาได้ดีกว่าเดิม เมื่อเทียบกับตอนที่ปล่อยออกจากทีมไป และแน่นอนว่า เหมือนเป็นการเสียหน้าที่ทีม้องซื้อนักเตะกลับคืนมาด้วยค่าตัวที่มากกว่าเดิม

อันดับที่ 5 เนมานย่า มาติช – เชลซี

ดาวเตะชาวเซอร์เบียลงสนามให้กับเชลซี ในพรีเมียร์ลีกไปเพียง 2 เกมเท่านั้น ก่อนที่จะถูกนำไปแนบกับข้อเสนอในการเซ็นสัญญาดาวิด ลุยซ์ จากเบนฟิก้ามาร่วมทีม โดยค่าตัวของมาติชในเวลานั้น ถูกประเมินไว้เพียง 3 ล้านปอนด์ ก่อนที่นักเตะจะแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่จนเตะตาโชเซ่ มูรินโญ่ ทำให้ทีมในกรุงลอนดอนตัดสินใจเซ็นสัญญามาติชกลับไปร่วมทีมด้วยค่าตัว 21 ล้านปอนด์

อันดับที่ 4 ดีเอโก้ คอสต้า – แอตเลติโก มาดริด

คอสต้า ถูกปล่อยออกมาให้เชลซี ด้วยค่าตัว 32 ล้านปอนด์ ลงเล่นให้กับทีมในเกาะอังกฤษ 4 ปี ช่วยทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ 2 สมัย โดยลงสนามในลีกไป 89 เกม ทำได้ 52 ประตู ถือเป็นสถิติที่โหดเอาเรื่อง ก่อนที่นักเตะจะไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมของอันโตนิโอ คอนเต้ ในฤดูกาลสุดท้าย ซึ่งนักเตะก็แทบจะไม่มีส่วนร่วมกับทีม แต่แอตฯ มาดริด กลับต้องเจอกับปัญหา เมื่อทีมถูกแบนห้ามเซ็นสัญญากับนักเตะ ก่อนที่จะต้องตัดสินใจทุ่มเงินถึง 57 ล้านปอนด์ เพื่อดึงนักเตะกลับไปเล่นในสเปน ก่อนที่โทษแบนจะถูกบังคับใช้

อันดับที่ 3 เชส ฟาเบรกาส – บาร์เซโลน่า

อาร์เซน่อลจ่ายเงินให้กับบาร์เซโลน่าไปเพียง 3 ล้านปอนด์ เท่านั้นสำหรับการดึงตัวดาวเตะชาวสเปนไปยังกรุงลอนดอนตั้งแต่ช่วงที่เป็นดาวรุ่งวัย 16 ปี ก่อนที่จะเริ่มพัฒนาการเล่นได้มากมาย กับภายใต้การคุมทีมของอาร์แซน เวนเกอร์ จนกลายเป็นกัปตันทีมที่มีอายุน้อยที่สุดของทีม และก็ถูกซื้อตัวกลับไปในปี 2011 ด้วยค่าตัว 30 ล้านปอนด์

อันดับที่ 2 มัตส์ ฮุมเมิ่ลส์ – บาเยิร์น มิวนิค

ฮุมเมิ่ลส์ ถูกปล่อยออกมาให้โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ยืมตัว และขายขาดในปี 2008 ด้วยค่าตัวเพียง 4 ล้านปอนด์ เมื่อไม่เชื่อนักเตะวัย 19 ปี ในเวลานั้น จะขึ้นมาเป็นกองหลังระดับโลกได้ โดยกองหลังชาวเยอรมันช่วยดอร์ทมุนด์คว้าแชมป์บุนเดสลีกาได้ 2 สมัย ก่อนที่จะถูกดึงตัวกลับไปยังอัลลิอันซ์ อารีน่า ด้วยค่าตัว 31.5 ล้านปอนด์

อันดับที่ 1 ปอล ป็อกบา – แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ป็อกบา ถูกยูเวนตุสเซ็นสัญญาไปร่วมทีมแบบไม่มีค่าตัวในปี 2012 ในช่วงที่นักเตะกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นการค้าแข้งนักฟุตบอลอาชีพ เมื่อมิดฟิลด์ชาวฝรั่งเศสไม่ได้รับโอกาสลงสนามจากเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มากนัก จนทำให้ย้ายไปยังกรุงตูรินได้สำเร็จ และนักเตะพัฒนาการเล่นได้อย่างก้าวกระโดด จนทำให้แมนฯ ยูไนเต็ดต้องตัดสินใจทุ่มเงิน 89 ล้านปอนด์ ในการดึงนักเตะกลับมายังโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดอีกครั้ง

Share

5 แข้งสิงห์ที่ควรจะถูกโล๊ะออกจากทีมในซัมเมอร์นี้

หาก เชลซี คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ในนัดชิงชนะเลิศ ที่พบกับ อาร์เซน่อล ในคืนวันเสาร์นี้ได้ จะนับเป็นความสำเร็จสำหรับการคุมทีมฤดูกาลแรกของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด แต่หากทีมพลาดแชมป์รายการนี้ จึงทำให้ทีมต้องมองถึงการเสริมทัพนักเตะเพิ่มเติมต่อไป โดยทีมจะได้เข้าร่วมการแข่งขันยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาลหน้า เมื่อทีมจบในอันดับที่ 4 ของตารางคะแนน

เชลซีเซ็นสัญญา ติโม แวร์เนอร์ และ ฮาคิม ซีเย็ค มาร่วมทีมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยแลมพาร์ดยังตามล่าไค ฮาเวิร์ตซ์, เบน ชิลเวลล์ และผู้รักษาประตูรายใหม่ที่จะถูกดึงตัวมาร่วมทีมเพิ่มเติมในช่วงซัมเมอร์ แต่บทความนี้จะมองถึงการปล่อยนักเตะที่เป็นปัญหาออกจากทีม หากต้องการแก้ปัญหาให้ตรงจุด

เกป้า อาร์รีซาบาลาก้า

เกป้า อาร์รีซาบาลาก้า ดีกรีผู้รักษาประตูที่มีค่าตัวสูงที่สุดในโลก หลังย้ายจากแอธเลติก บิลเบา มาร่วมทีมในปี 2018 ด้วยค่าตัว 72 ล้านปอนด์ แต่ผลงานในฤดูกาลนี้กลับทำได้อย่างน่าผิดหวัง เมื่อมีเปอร์เซ็นต์เซฟได้เพียง 54.7 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ในขณะที่การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก แม้ทีมจะจบในอันดับที่ 4 แต่ทีมก็เสียประตูมากที่สุดใน 10 อันดับแรก จึงไม่น่าแปลกใจที่เชลซีเป็นข่าวกับผู้รักษาประตูอยู่หลายคน

อันโตนิโอ รูดิเกอร์

แม้กองหลังชาวเยอรมันดูจะเป็นตัวหลักในการลงสนามให้กับทีมในฤดูกาลนี้ และทำผลงานออกมาได้โดดเด่นที่สุดในตำแหน่งกองหลังตัวกลาง แต่เหมือนฝีเท้าของนักเตะจะไปไม่สุด เมื่อมักจะสร้างความผิดพลาดออกมาให้เห็นอยู่เป็นระยะ แต่คงฝากความหวังที่ตัวนักเตะไม่ได้มาก

อันเดรส คริสเตนเซ่น

คริสเตนเซ่น ถูกคาดหวังกับฟอร์มการเล่นมากมาย แต่เหมือนฟอร์มการเล่นของนักเตะกลับไม่ได้ทำออกมาได้อย่างโดดเด่น หากต้องนำไปเทียบกับเวอร์จิล ฟาน ไดค์ หรืออายเมริค ลาปอร์ต จึงมองว่าเป็นเรื่องยากสำหรับการยกระดับทีม เพื่อขึ้นไปท้าทายกับสองทีมใหญ่ของหัวตารางคะแนน

มาร์กอส อลอนโซ่

กับความสนใจของแลมพาร์ด ที่มีต่อตัวเบน ชิลเวลล์ ของเลสเตอร์ ซิตี้ เป็นสิ่งที่บ่งบอกได้อย้างชัดเจนเลยว่า อลอนโซ่ไม่สามารถสร้างความประทับใจได้ และก็ยังมีส่วนกับการเล่นเกมรับ เมื่อต้องเจอกับจังหวะสวนกลับ และอนาคตก็คงไม่แตกต่างกับเอเมอร์สัน พัลเมรี่ อีกหนึ่งแบ็คซ้ายของทีม

จอร์จินโญ่

แม้จอร์จินโญ่จะลงสนามเป็นตัวหลักให้กับทีมมาตลอด แต่แลมพาร์ด เลือกไม่ใช้งานนักเตะในฤดูกาลนี้ โดยเฉพาะนับตั้งแต่ฟุตบอลกลับมาแข่งขันอีกครั้งในเดือนมิถุนายน และยิ่งเมาริซิโอ ซาร์รี่ ต้องการดึงตัวจอร์จินโญ่ไปยังยูเวนตุสด้วย แม้ผลงานที่กองกลางชาวอิตาลีจะทำออกมาได้ดี แต่สุดท้ายเมื่อไม่ได้เป็นนักเตะคนโปรดของแลมพาร์ด ทำให้เลี่ยงไม่ได้ที่นักเตะจะต้องย้ายออกไป

Share

เทอร์รี่ คือสิ่งที่ เชลซี ขาดหายไปในเวลานี้

กับความพ่ายแพ้ของ เชลซี ในเกมลอนดอน ดาร์บี้ ที่บุกไปเยือน เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ด้วยสกอร์ 3-2 แม้ตำแหน่งอันดับที่ 4 จะไม่เปลี่ยนแปลง แต่เมื่อมองถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน ถือว่าต้องลุ้นอย่างหนักเหมือนกัน เมื่อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อันดับที่ 5 และ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอร์เรอร์ส อันดับที่ 6 ตามหลังมาเหลือเพียง 2 คะแนนเท่านั้น และเหลือเกมให้ลงเล่นอีกเพียง 6 เกม

กับความพ่ายแพ้ในเกมนี้ สำหรับทีมของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ถือว่าเสียหายเหมือนกัน ทั้งที่ทีมขึ้นนำได้ก่อนจากจุดโทษของ วิลเลี่ยน แม้ทีมจะถูกพลิกนำ 2-1 แต่ทีมก็ยังตามตีเสมอได้จากกองกลางหัวฟูคนเดิม และโมเมนตั้มในเวลานั้นกำลังเข้าทางสิงห์บลูอย่างชัดเจน เมื่อทีมมีโอกาสบุก และหวังทำประตูหลายครั้ง แต่ทีมกลับเสียบอล และต้องเจอกับเกมสวนกลับ พร้อมกับความเฉียบคมของอันเดรย์ ยาร์โมเลนโก้ จนไม่สามารถเก็บคะแนนกลับบ้านได้

เกล็นน์ ฮ็อดเดิ้ล อดีตกุนซือทีมชาติอังกฤษ และเชลซี แสดงความคิดเห็นในเกมนี้ว่า เป็นเพราะทีมของแลมพาร์ดขาดนักเตะที่เป็นผู้นำในเกมรับที่เหมือนกับจอห์น เทอร์รี่ จึงทำให้ทีมต้องพบกับความพ่ายแพ้ เมื่ออันโตนิโอ รูดิเกอร์ และอันเดรส คริสเตนเซ่น เป็นสองนักเตะที่ลงลเนในตำแหน่งกองหลังตัวกลาง

ฮ็อดเดิ้ล กล่าวว่า “พวกเขามีงานมากมายที่ต้องทำเพื่อให้ทีมเข้าไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก พวกเขายังทำผลงานในเอฟเอ คัพ ได้ดี แฟร้งค์ต้องการให้ทุกคนไปให้สุดท้าย และคว้าแชมป์ให้ได้ ดังนั้น เขาต้องจัดการกับทีม สำหรับผม มันง่ายๆ เลย ถ้าคุณไม่สามารถทำประตูได้ ไม่สามารถสร้างโอกาสในการทำประตูได้ มันเป็นความกังวลของผู้จัดการทีม แต่เขาก็มีนักเตะมากมายในเวลานี้ แม้ผมจะไม่รู้ว่าทีมที่ดีที่สุดของเขาในฤดูกาลหน้ามันจะเป็นอย่างไร และเขาก็ยังต้องการสิ่งต่างๆ อีกมากมาย”

“เขาต้องมองหาดูและคิดว่า ‘พวกเราจะมองหานักเตะแบบจอห์น เทอร์รี่ ได้อย่างไร?’ มันไม่ง่ายเลย กับนักเตะในเกมรับที่มีประสบการณ์ และเข้ามาจัดการเกมรับให้มันถูกต้อง กับการจัดระเบียบเพื่อนร่วมทีม พวกเขาต้องจัดระเบียบให้ดีเมื่อพวกเขาเล่นเกมรุก มันต้องมีบางคนที่คนสั่งการคนรอบข้าง เมื่อพวกเขาถูกตัดบอลในช่วงครึ่งสนาม และพวกเขาก็เสียประตู พวกเขาต้องมีนักเตะแบบนั้น ซึ่งมันก็ไม่ง่ายที่จะหามาด้วยเช่นเดียวกัน”

เกมถัดไปของเชลซีคือการเปิดบ้านพบกับวัตฟอร์ด ในคืนวันเสาร์นี้

Share

วิเคราะห์บอล เอาก์สบวร์ก vs โคโลญจน์ วันที่ 7-6-2020

ผลงานพอๆกันสำหรับคู่นี้ ทางด้านเจ้าบ้าน เอาก์สบวร์ก ใน 20 เกมหลังสุดที่ผ่านมาเก็บชัยชนะไป 7 เกม เสมอ 4 เกมและแพ้ 9 เกม ถือว่าฟอร์มดุกำลังดี ส่วนทีมเยือน โคโลญจน์ ผลงานก็โดดเด่นไม่ใช่น้อย ใน 20 เกมล่าสุดที่แข่งขันมาทั้งหมด เก็บชัยชนะไป 8 เกมเสมอ 5 เกมและแพ้ 7 เกม เกมนี้อาจมีทีมใดทีมหนึ่งเสียชัยชนะแบบเฉียดฉิวในครึ่งแรก พอเถอะทั้งคู่เน้นแนวรุกเป็นส่วนใหญ่แนวรับอาจจะไม่แน่นหนาสักเท่าไหร่แต่ยังไงต้องติดตามกันดู

วันนี้ก็คงต้องเทใจไปทางทีมเยือน เพราะอะไรก็ดูดีกว่าในช่วงหลังถึงแม้จะห่างหายไปนานนับเดือนแต่ก็มั่นใจได้ว่าคงไม่ทำให้แฟนๆผิดหวัง การเล่นนอกบ้านครั้งนี้คงไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่ใช่เรื่องยาก ปตทบ้านนั้นอ่อนข้อพอสมควร คอนเฟิร์มได้แบบชัวร์ๆในเกมนี้ ยังไงโคโลญจน์ ก็ขโมยใช้กลับบ้านได้แบบสบายๆ ราคาไม่ได้เป็นต่อด้วยโอกาสพักครึ่งแรกอาจจะมาถึง 2 ประตูแบบเฉียบขาดโดยไม่รู้ตัวอย่างแน่นอน

ราคาบอลวันนี้ : เสมอ

วิเคราะห์บอล โดยเซียน : เอาก์สบวร์ก 0-3 โคโลญจน์

Share

รวมบทวิเคราะห์บอลในคู่ฟุตบอลเด็ดๆ คัดมาเน้นๆ